เศร้าๆ ซึ้งๆ ประหนึ่งเดอะแฟลช

โปรเจ็คต์ครบรอบสิบปีของฉบับภาพยนตร์ของ I Give My Fitst Love to You ที่เคยเรียกน้ำตาจากสาวๆ รวมถึงชายอกสามศอกมาแล้วนักต่อนัก กลับมาคราวนี้ ชายหนุ่มผู้หัวใจมีปัญหาก็กลับมาสร้างปัญหาให้หัวใจพวกเราคนดูอีกครั้งในฉบับละครที่แน่นอนว่าเมื่อมีเวลาเล่าเรื่องมากขึ้น ก็จะสามารถลงรายละเอียดลึกๆ ขยายปมเด่นๆ ให้ได้บาดขั้วหัวใจยิ่งกว่าเดิม…

แต่ทว่า…
.
.
.
.
.
พี่จะเดินเรื่องเร็วไปไหนครับ เร็วเกินไปแล้ววววววววววว ไม่นะไม่ ผมยังไม่ทันจะซึ้งกับอะไรใดๆ ได้เต็มอิ่ม พี่ก็ข้ามไปเล่าส่วนอื่นแล้ว ฮืออออ ผมตามไม่ทัน ใช่ครับ เรื่องนี้ติดสปีดยิ่งกว่า Fast ไวแสงยิ่งกว่า The Flash คือปกติละครญี่ปุ่นก็จำนวนตอนน้อยยิ่งกว่าหินงอกหินย้อยกลางทะเลทรายอยู่แล้ว เฉลี่ยราวๆ สิบตอน แต่เรื่องนี้มีแค่เจ็ดตอนเท่านั้น เรียกได้ว่าถ้าจามก็ออกเสียงได้แค่ฮัด คำว่าเช่ยยังไม่ทันจะออกมาจากกล่องเสียง เรื่องราวของทาคุมะก็ลงเอยซะแล้ว หลายๆ ส่วนเหมือนแตะแค่ฉาบฉวย ให้รู้ว่าเออ เล่าแล้วนะ เราพูดถึงประเด็นนี้แล้วนะ แล้วก็จบๆ ไป ยิ่งช่วงไคลแมกซ์หรือตอนอวสานทั้งตอนเนี่ย เร่งแบบเห็นได้ชัด ทุกอย่างมันไปไว ไปไม่รอให้บิลด์อารมณ์ ยิ่งฉากที่ทาคุมะต้องเข้ารับการผ่าตัดที่ควรขยี้ที่สุดก็แค่แยปๆ ให้รู้สึกกระตุกเฉยๆ เท่านั้น /// บ้าเอ๊ย อดน้ำตาไหลเลย
นี่แหละครับรอยแผลที่ชัดที่สุดของเวอร์ชั่นนี้ แต่ว่าท่ามกลางทะเลทรายอันแห้งภาคยังมีโอเอซิสฉันใด ละครที่เต็มไปด้วยบาดแผลมากมายก็ย่อมมีข้อดีฉันนั้น
ซึ่งจุดแรกที่ผมขอชมและชอบมากก็คือฉากแต่งงานในตอนอวสาน เขาไม่ทิ้งตัวละคร เขาให้ความสำคัญกับตัวละครแวดล้อม ทุกคนมีส่วนร่วมในฉากทั้งหมด แต่จะได้ซีนมากน้อยแค่ไหนก็ตามแต่ความสำคัญต่อเนื้อเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่ท่านโคที่นอนเป็นผักก็ยังมีความสำคัญต่อหนึ่งในฉากไคลแมกซ์นี้ (แต่จะมายังไงนั้นไม่ขอบอก อยากให้ดูกันเองครับ แต่ทำเอาผมน้ำตาแทบไหลกับความเป็นสุภาพบุรุษของท่านโคเชียวล่ะ)
อีกอย่างที่ต้องชมก็คือด้านนักแสดง ที่หลายๆ ถ่ายทอดบทบาทจนรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปได้ โดยเฉพาะแม่ของทาคุมะ ที่บอกตามตรงว่าหงุดหงิดตัวละครนี้ที่สุด หลายครั้งก็รู้สึกว่าห่วงลูกจนไร้เหตุผล ทำตัวเป็นนางร้ายละครไทย แต่ขณะเดียวกันก็คล้อยตามได้ไม่ยากว่าที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะเป็นห่วงความรู้สึกลูกชายเพียงคนเดียวที่ร่างกายไม่ปกติอย่างใครเขา แต่ก็ได้พ่อที่มาคอยเบรค คอยไฟเขียวให้ทาคุมะทำอะไรหลายๆ อย่างได้ ครอบครัวพระเอกก็เลยดูมีความสมดุลและจับต้องได้อย่างเด่นชัดขึ้นมาทันที หรืออย่างเทรุ ที่ถ้าจะนับจริงๆ ก็มีบทแค่สองตอนแล้วก็ซาโยนาระนั้น ก็ทำหน้าที่ตัวเองได้ดี แม้จะดูร้าย แต่สุดท้ายความเห็นใจตัวละครนี้ก็มีมากกว่าจนต้องเชียร์ให้ลงเอยอย่างมีความสุข (เอาจริงๆ ผมรู้สึกว่าเทรุจัง ที่แสดงโดยฟุมิกะ บาบะเนี่ย เคมีเข้ากับทาคุมะกว่ามายุเสียอีก นี่ถ้าฟุมิกะซังมาเล่นเป็นมายุนะ ผมจะเชียร์สุดใจขาดดิ้นโดยไม่เขวเลยจริงๆ)
และอีกอย่างที่ไม่ชมไม่ได้เลยก็คือการตีความให้เรื่องนี้มีความเป็นละครครอบครัวมากขึ้น ไม่ได้เน้นไปที่ความรักระหว่างหนุ่มสาวจ๋าๆ มันทำให้เราได้รับสาสน์เพิ่มไปอีกว่าในยามที่เจ็บปวดที่สุด ก็ยังมีครอบครัวนี่แหละที่พร้อมเข้าใจและเป็นบ้านที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว

โดยรวม I Give My Fitst Love to You ฉบับละครเป็นการกลับมาอีกครั้งของเรื่องนี้ที่ไม่ได้หวือหวาหรือสร้างอิมแพ็คต์อะไรได้มากนัก เพราะมีข้อเสียที่เห็นได้ชัดคือใช้เวลาการเล่าเรื่องที่เพิ่มมาหลายเท่าตัวจากฉบับภาพยนตร์ได้ไม่คุ้ม แถมยังเหยียบเต็มข้อ เดินเรื่องเร็วจนไม่มีโอกาสได้อินกับอะไรมากเท่าที่ควร แต่ข้อดีจะไปดีก็ตรงที่ตัวละครบทรองๆ หลายๆ ตัวที่ทำหน้าที่ซัพพอร์ตได้ดีมาก (มาถึงจุดนี้ ผมก็ยังไม่ได้ชมคู่พระนางเลย แต่บอกตามตรง ไม่รู้จะชมอะไรครับ คือก็ดีนะ แต่ดีแบบไม่หลากรสอะครับ ต้องอาศัยการซัพพอร์ตที่ดี ไม่งั้นจะจืดไปเลย) รวมถึงฉากไหนที่รู้สึกว่าทำดีก็ดีใจหาย การตีความเนื้อเรื่องที่มาแนวหวานๆ ขมๆ ก็น่ารักไม่หยอก ถือว่าดูได้เพลินๆ ให้หายคิดถึงได้ครับ