ความประทับใจกลายเป็นหิมะไปแล้ว
ขอถอนหายใจยาวๆ ก่อน บอกตามตรงว่า Snow Flower เป็นหนังที่ผมลำบากใจมากที่สุดในการจะลงความรู้สึกหลังดูให้ได้อ่านกันแล้วครับ ทำใจอยู่นานกว่าจะกล้าพอก๊อปจากเวิร์ดมาลง ดึงเชงอยู่พอสมควร คิดอยู่หลายตลบ และก็คิดว่าตอนนี้ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว
 
Snow Flower ผมเข้าไปดูด้วยความคาดหวังอย่างเต็มที่ต่อทั้งตัวบทและตัวละคร แต่สุดท้ายผมก็อกหักฝันสลาย เพราะหนังเรื่องนี้ทำเอาผมไม่กล้าแนะนำให้ใครไปดูเลย (ยกเว้นถ้าชอบอะไรสักอย่างของหนังเป็นทุนอยู่แล้วน่ะนะ)
แค่สองย่อหน้า อ่านแล้วอาจรู้สึกว่าน่ากลัว ไม่หรอกครับ ไม่เลวร้ายขนาดนั้น จำได้มั้ยว่าความรู้สึกหลังดูจบหมาดๆ ผมเคยบอกไว้ว่า “บทจะมีความสุขก็สนุกใจหาย แต่พอจะดึงดราม่าก็ทำเอาดิ่งเลย”
ซึ่งบทสนุกเนี่ยมันคือครึ่งแรกของเรื่องครับ คือแบบสนุกมาก สนุกจริงๆ เห้ย หนังดีเลย ทุกอย่างมันดูพอเหมาะพอเจาะเข้ากันไปหมด มันเป็นบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความเพลิดเพลินและคิดว่าสบายแล้ว เตรียมหยิบเข้าลิสต์หนังสุดประทับใจอยู่มะรอมมะร่อ
แต่จะว่าก็ว่าครึ่งแรกเนี่ยมันขัดกับมู้ดแอนด์โทนของหนังรวมถึงตัวอย่างที่ตัดมาให้ดูก่อนเข้าฉายพอสมควร คือจากหน้าหนังเนี่ย เป็นใครก็ต้องคิดว่ามันคือหนังดราม่าน้ำตาแตก บรรยากาศคงเศร้าๆ หม่นๆ ไปตลอดทั้งเรื่องแหงๆ แต่เกือบผิดครับ เพราะครึ่งแรกมันคือหนังฟีลกู้ดที่อย่างแท้จริง มันมีความกุ๊กกิ๊ก น่ารักๆ ระหว่างพระนาง ตัวละครเสริมช่วยกันชงช่วยกันตบมุกไปมา น่ารัก บางมุกก็ทำเอาฮาก๊ากได้เลย แต่เหมือนทั้งผู้กำกับและคนเขียนบทเหมือนเพิ่งจะรู้ตัวว่า Snow Flower ควรดราม่าหลังผ่านกลางเรื่องไปแล้วอะฮะ ซึ่งสิ่งที่พวกเขาทำ ก็คือกระชากผม (อะ ใช้ผมแล้ว เผื่อผมเป็นส่วนน้อยที่รู้สึกแบบนี้) ที่กำลังสนุกกับหนังได้ที่แล้วตบหน้าหนึ่งบอกให้หยุดคึกหยุดหัวเราะ เพราะหลังจากนี้จะดราม่าจ๋าๆ แล้วนะยู
เนี่ยแหละครับเลยกลายเป็นการเปิดแผลของหนังให้กว้างสุดๆ เอาแค่มู้ดแอนด์โทนครึ่งแรกกับครึ่งหลังก็ไม่บาลานซ์แล้วครับ มันเหวี่ยงแรงเกินไป แทนที่จะค่อยๆ ไต่ระดับ พวกพี่เลือกใช้วิธีหักดิบซะงั้น แล้วหลังจากนั้นก็หนักเลยครับ อะไรๆ มันดูผิดที่ผิดทางมีแต่คำว่า “อิหยังวะ” เต็มไปหมด
คือพอต้นตอปัญหามันมาจากการพาอารมณ์ผมที่เป็นดูไปถึงจุดที่ผู้กำกับคาดหวังไม่ได้เนี่ย พวกฉากดราม่าทั้งหลายที่หมายมั่นว่าน่าจะเรียกน้ำตาได้หลายปี๊บ กลายเป็นฉากดราม่าที่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยไปโดยปริยาย ทั้งวรรคทางของนางเอก (ที่มีในตัวอย่าง) ฉากนี้ควรอินโคตรๆ แล้ว แต่ไม่เลย มันก็เป็นฉากสื่ออารมณ์ที่ก็ดีฉากนึงแต่ดึงให้มีส่วนร่วมไม่ได้ หรือฉากที่โอมิยืนตะโกนอย่างบ้าคลั่งทรมาน (ที่ก็มีในตัวอย่าง) ซึ่งควรจะเป็นก๊อกสองในการเรียกน้ำตา ก็ถูกแทนด้วยความรู้สึก “อิหยังวะ” อย่างที่บอก
แล้วบทเฮียจะจบ ก็เล่นจบมันซะดื้อๆ อย่างนั้นแหละ จบแบบ “ห๊ะ จบแล้วเรอะ เอาจริงดิ” แต่ก็เหมือนรู้ตัวนะว่าจบแบบนี้มันห้วนไป ก็เลยแอบใส่ฉากระหว่างเครดิตมาให้ดูเพื่อเติมเต็มเรื่องราวประมาณนาทีกว่าๆ ซึ่งก็ช่วยได้นิดนึงล่ะมั้ง คือแบบมันเสียใจได้ยินไหมอะฮะ นี่คือหนังที่เกิดจากการรังสรรค์บทโดยคุณโอคาดะ โยชิอาสุ ที่ทำผมร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า อินชนิดที่ว่าเกลียดหน้าฝนไปพักใหญ่เพราะ Be With You มาแล้วนะ ทำไมพอมาทำเรื่องนี้ฟอร์มถึงได้ตกฮวบฮาบขนาดนี้ได้ล่ะ
อกหักจากบทก็ว่าแย่แล้ว โอมิยังมาซ้ำผมอีก คือก็อย่างที่รู้ๆ กันว่าที่ผมสนใจ Snow Flower เป็นพิเศษก็เพราะโอมิเป็นพระเอกเนี่ยแหละ และพอรู้ว่าเรื่องนี้จะได้เข้าฉายที่ไทย ก็กะอวยเต็มที่ นานๆ ที่โอมิจะได้มาเฉิดฉายเปล่งประกายความโอมิให้คนไทยได้ดูกันเต็มๆ สักที แต่กลายเป็นว่าไม่มีเสน่ห์ฮะ หล่ออะหล่ออยู่ น่ารักจริง เกรี้ยวกราดก็คิวท์ๆ แต่พอเป็นฉากเดี่ยวๆ สารภาพตามตรงว่าจืดอะ ไม่รู้ว่าด้วยตัวบทหรือบรีฟกันยังไงนะ โอมิถึงได้มีแค่หน้าเดียวแบบนั้น ซึ่งพอถึงซีนอารมณ์หนักๆ (ซีนตะโกนที่กล่าวข้างต้นนั่นแหละ) อารมณ์มันก็เลยเขย่งแบบพรวดพราดพาลไม่อิน (ขอโทษแฟนโอมิและตัวผมเองด้วยจริงๆ ครับ รู้สึกแบบนี้จริงๆ) ก็ไม่รู้ว่าตอนที่เป็นพระเอกในเรื่อง Hot Road โอมิแสดงออกมาแบบไหน เพราะว่ายังไม่ได้ด้วย ///ก็ถือว่าเป็นโชคดีของตัวเองนิดๆ ไม่งั้นคงมีข้อเปรียบเทียบแน่นอน
แต่ก็ยังถือว่าโชคดีครับที่ได้นาคาโจ อายามิมาเป็นนางเอก เพราะเคมีช่างเข้ากับโอมิดีเหลือเกิน คิดดูขนาดโอมิทำให้ผมอินไม่ได้ แต่พอสองคนนี้เข้าฉากด้วยกันเมื่อไหร่ ออร่าความน่ารักและตัวเรียกคะแนนให้หนังมันล้นทะลักเข้ามาทันที ตั้งแต่ดูหนังที่อายามิแสดงมา Snow Flower ดึงเสน่ห์ของเธอออกมาได้มากที่สุดแล้วครับ ยิ่งผ่านไปหลายฉากเข้า ออร่ายิ่งออก ยิ่งนานยิ่งสวย ยิ่งมีเสน่ห์ และพูดได้เต็มปากว่าเธอคือเดอะแบก ตัวจริงของหนังเรื่องนี้ ลองถ้าขาดอายามิไปสักคน พังกว่านี้อีกมากมายมหาศาลเลยครับ จนต้องเอาใจช่วยไปตลอดทางว่าอย่าอาการกำเริบนะ ปวดใจแทน นี่ถ้าบทดีกว่านะ รับรองครับแสงออร่าพุ่งออกจากตัวอายามิแบบฉุดไม่อยู่แน่นอน
เห้อออออออออออ (ถอนหายใจยาวๆ อีกรอบ)
มาถึงตรงนี้ก็ยังกระอักกระอ่วนอยู่ดีอะนะ อารมณ์เหมือนช้ำจากคนรัก แต่เราโกรธเขาไม่ลง เพราะความดีงามของเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าไม่มี มันมี แถมดีมากด้วย โดยเฉพาะครึ่งแรกที่มันดีไปทุกสิ่งอย่าง จะทำอะไร จะเล่าอะไรก็ดูเข้าร่องเข้ารอยไปหมด แต่พอเข้าครึ่งหลังเท่านั้นแหละ ไม่รู้ว่าเพราะตาลายกับความขาวโพลนของหิมะหรืออย่างไรมิทราบ ทำให้มันดูสะเปะสะปะไปหมด เหมือนแบบทีมงานคุยกันว่าแบบนี้ดี ฉากนี้รับรองร้องไห้กันโฮ แล้วก็จับยัดเข้ามาในเรื่อง โดยไม่ปรึกษาคนดูสักคำว่าแน่ใจแล้วนะว่าจะทำให้อินกันน่ะ
รวมถึงอายามิเดอะแบก ที่หล่อเลี้ยงด้วยความดีงามของเธอพาหนังไปถึงฝั่งได้สำเร็จ และทิวทัศน์ของฟินแลนด์ที่ถ่ายออกมาได้สวยงามน่าดูชม จนทำเอาอย่างไปดูออโรร่าด้วยตาตัวเองสักครั้งจริงๆ
 
ถ้าถามว่าแนะนำให้ดูมั้ย ขอบอกสองแบบแล้วกันครับ
ถ้ามีอะไรที่ชอบจากสิ่งที่หนังโปรโมทเป็นทุนอยู่แล้ว ไปดูได้เลยครับ น่าจะสร้างความพอใจให้ได้ระดับนึง (อย่างผมที่ยังโอเคกับหนังได้อยู่เพราะแรงอวยโอมิ + เสน่ห์ของอายามิในเรื่องล้วนๆ)
แต่ถ้าใครอยากไปดู เพราะเชื่อในการขยี้ความดราม่าตามฉบับหนังญี่ปุ่น ขอให้ทำใจให้โล่ง แล้วค่อยเข้าไปดูจะเป็นการดีที่สุดครับ
 
สวัสดีและขอโทษโอมิเอฟซี (ขอโทษตัวเองด้วย) ที่ไม่สามารถชมได้อย่างเต็มปาก แต่ก็ยังชอบยังรักโอมิเหมือนเดิมนะ แค่หนังแนวนี้อาจไม่ใช่ทางหรือโอมิอาจยังหาจุดในการสื่อสารบริหารเสน่ห์ในหนังอารมณ์แบบนี้ไม่เจอก็เท่านั้นเอง