เกิดมาจนอายุจะ 25 เอาเฉพาะแค่ที่จำความได้ ทั้งชีวิตไม่เคยดูหนังไต้หวัน จะมีก็แค่ซีรีส์ F4 ที่ฉายช่วงหลังข่าวภาคค่ำช่อง 3 เมื่อก่อน หลังจากนั้น หนังหรือละครจีนก็ไม่เคยได้สัมผัสแบบจังๆ จะๆ อีกเลย ต่างกับฝั่งญี่ปุ่นที่ได้ดูบ่อยจนพอสังเกตพฤติกรรมการเล่าเรื่องได้ ดังนั้น More than Blue จึงเป็นการดูแบบให้หนังพาไปล้วนๆ โดยที่ผมจะไม่สังเกตอะไรทั้งนั้นตลอดกาลรับชม

ถ้าจะว่ากันตามตรง ประเด็นพระเอกหรือนางเอกป่วยเป็นโรคร้ายนี่ มันก็ประเด็นเรียกน้ำตาระดับสากลล่ะนะครับ ยิ่งฝั่งเอเชียเรา เกาหลี ญี่ปุ่น นี่ก็เล่นกันมาแทบทุกรูปแบบแล้วล่ะมั้ง ซึ่งถ้าได้ดูอะไรแบบนี้เยอะๆ ภูมิคุ้มกันก็จะยิ่งสูงขึ้นตาม จนพาลบ่อน้ำตาลึกเอาได้ง่ายๆ ดังนั้นถ้าคิดจะเล่นประเด็นนี้แล้วให้กระแทกใจคนดูจนกระอักออกมาเป็นน้ำตานี่ก็ถือว่าวัดกึ๋นผู้กำกับ คนเขียนบทเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ซึ่ง More than Blue ก็ทำโจทย์นี้ผ่านฉลุยได้อย่างสวยงาม

แม้จะสวยงาม แต่กว่าจะเข้าที่ก็ลุ้นอยู่เหมือนกัน ช่วงครึ่งแรกนี่ไปไวมาก ไวจนนึกว่าดูเดอะฟาสต์ พี่จะเร็วไปไหน คือเหมือนทำให้รู้ว่าเออ อะไรยังไงที่ไหนพอคร่าวๆ แล้วก็ไปประเด็นอื่นต่ออย่างฉับไว จนผมถึงกับเหวอรับประทาน บอกตามตรงว่าผมไม่เก็ทอากัปกิริยาใดๆ ของตัวละครเลย มันดูไร้เหตุผล นึกจะทำก็ทำ จวนเจียนจะเป็นหนังเซอร์เรียลไปแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าจบไปทั้งแบบนั้น ผมคงเซ็งและด่าเช็ดเม็ดจริงๆ อุตส่าห์คาดหวังไว้เต็มที่ พี่จะไม่รักษาน้ำใจกันหน่อยเรอะ

แต่ว่าทุกๆ ความเหวอเซอร์เรียลสุดในครึ่งแรกนั่นเป็นแค่ฉากบังหน้าเท่านั้น เมื่อถึงเวลาที่เหมือนมีผู้กำกับเดินมาตบไหล่ผมที่กำลังหงุดหงิดกับหนังได้ที่แล้วบอกว่าใจเย็นๆ นะ ไม่เป็นไรๆ ค่อยๆ ไป มานี่มา เดี๋ยวจะเล่าช้าๆ ละเอียดๆ ให้ดู เท่านั้นแหละครับ เกม จากที่คิดว่าตัวเองแกร่งพอกับหนังแนวนี่แล้ว สุดท้ายก็ยังใจบางไม่เปลี่ยนแปลง

พอถึงช่วงเครื่องครึ่งหลังที่หนังค่อยๆ และเพิ่มรายละเอียดให้ทุกๆ ประเด็นที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนค่อยๆ โดนหนังเอามือลูบใจเบาๆ แล้วค่อยๆ ออกแรงบีบมากขึ้น ความจี๊ดมันค่อยๆ ไต่ระดับ ดูไปก็ลุ้นไปว่าจะจบโศกหรือสุข ซึ่งหนังทำได้ถึงมากๆ ผมเชื่อและเข้าใจในการกระทำนั้นแบบแทบจะสนิทใจว่าในสภาวะจิตใจแบบนั้น การกระทำแบบนั้นย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ยาก แล้วเมื่อพอถึงขีดสุดในช่วงไคลแมกซ์ น้ำตาจากที่เอ่อๆ คลอๆ ก็ทะลักไหลออกมาโดยไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใดว่าจะส่งเสียงสะอื้นดังแค่ไหน (ดีที่เบาะรอบๆ ผมปล่อยโฮกันไปก่อนหน้าได้สักพักแล้ว ผมเลยไม่จำเป็นต้องสะกดอารมณ์ ฮา) มันดีไปหมดอะ ทั้งพล็อตหลัก พล็อตรอง และถ้าว่ากันตามตรง พล็อตรองเล่นงานผมได้หนักหน่วงกว่าพล็อตหลักที่พระเอกป่วยใกล้ตายอีก
ซึ่งแม้หนังจะจบ แต่อารมณ์ไม่ได้จบตาม สารภาพเมื่อวานขณะนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้าน แอร์เย็นๆ ตัวคนเดียวเหงาๆ พอนึกถึงเรื่องราวในหนัง น้ำตามันพาลจะไหลอีกรอบให้ได้จริงๆ นะ แถมเพลงก็บิลด์ดีชงดีเสียเหลือเกิน กลายเป็นอีกเรื่องที่เหนือความคาดหมายว่าผมจะนั่งหาเพลงจีนมาฟังจริงๆ จังๆ ขนาดนี้

มาถึงขนาดนี้แล้วคงไม่ต้องบอกอะไรกันมาก นอกจากไปดูครับ ของดีจริงๆ ขอเพียงให้ผ่านช่วงแรกที่เร่งเนื้อเรื่องไวปานเดอะฟาสต์และโฉ่งฉ่างนิดๆ ไปได้ หลังจากนั้นจะได้พบมีดคมๆ ที่พร้อมกรีดใจให้เจ็บและจี๊ดอย่างช้าๆ ให้น้ำตาไปทะลักกับไคลแมกซ์ และดูจบแล้วก็หาอัลบั้ม OST มาฟัง รับรองอารมณ์จะได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะไม่ใช่วิสัยของผมที่จะให้คะแนนหนัง แต่สำหรับ More than Blue ผม recomend ครับ ไปดูกันได้เลย

อ้อ ใช่ๆ เกือบลืม แม้ทั้งเรื่องจะถูกชะโลมไปด้วยดราม่าชวนตับแตก แต่แสงสว่าง (จ้า) ของหนังอย่างบอนนี่เหมียวๆ คือสีสันที่ดีที่สุดและจะทำให้หลงรักได้ไม่มากก็น้อยเลยล่ะครับ