ต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นหนังเอื่อยๆ ที่ค่อนข้างหลากรสมากๆ เป็นหนัง coming of age ที่มีสารต้องการจะสื่อหนักแน่นจริงๆ แต่ด้วยความที่ยังไงก็ต้องยอมรับว่า Where We Belong ก็ยังอยู่ในเวย์ของหนังอินดี้ที่ต้องอาศัยการตีความพอสมควร เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถพอที่จะวิพากษ์ แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งระหว่างและหลังดูจบ ผมได้อะไรจากเรื่องราวของสองสาวนี้มากมายเหลือเกิน


โดยส่วนตัวผมที่ผ่านช่วงวัยของตัวละครหลักทั้งสองในเรื่องมาแล้วนั้น Where We Belong เป็นเหมือนไทม์แมชชีนครับ มันคืออุปกรณ์ท่องเวลาที่พาให้เราคนดูย้อนนึกถึงไปยังสถานที่ๆ used to be belong มาก่อน ในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงวัยที่ขาข้างหนึ่งกำลังก้าวข้ามสู่โลกของผู้ใหญ่ ณ ขณะหนึ่ง ตัวละครซูก็เป็นเหมือนตัวแทนของผมรวมถึงใครหลายคนที่ได้ใช้ (หรือกำลังใช้) ชีวิตหลากสีช่วงสุดท้ายของม.ปลาย หลายๆ เหตุการณ์ที่ซูเจอ มันไม่ใช่เรื่องเหนือไปจากชีวิตจริงเลยแม้แต่น้อย เชื่อว่าเกือบทุกคนต้องเคยทะเลาะผิดใจกันใหญ่โตกับเพื่อนคนหนึ่งที่เราปักธงให้เขาไปแล้วสนิทมากๆ นี่คือเพื่อนรัก ซึ่งพอมาเทียบกับตัวเองก็ได้แต่นึกขำว่าตอนนั้นเรามองหน้ากันไม่ติดเพราะอะไร (วะ) แต่บทจะง้อจะขอคืนดีก็ง่ายแสนง่าย อือ…ก็ตลกดี

พาลให้นึกถึงเรื่องตัวเอง จะว่าไปก็ใกล้เคียงกับตัวละครในเรื่องเหมือนกันแฮะ ผมจำไม่ได้หรอกว่าตอนนั้นทะเลาะกับเพื่อนสนิทเพราะอะไร จากที่ไปไหนไปกัน กลายเป็นไม่คุยกัน ไม่ทำงานกลุ่มเดียวกัน ไม่กินข้าวโต๊ะเดียวกันนานเทอมกว่าๆ แต่ภาพโมเม้นต์ที่คืนดีกันมันยังจำได้ติดตามาจนถึงตอนนี้ ตอนนั้นเพื่อนให้กลุ่มที่เหลือวางแผนกันชวนผมกับเพื่อนที่กำลังทะเลาะกันให้ไปเดินห้างหลังเลิกเรียน โดยการแบ่งกลุ่มกันไปชวน แล้วบทจะดีกันก็ง่ายซะเหลือเกิน เพื่อนคนนั้นมันย่องมาเตะก้นแล้วก็ขำ … แค่นั้นแหละครับ มองหน้ากันติดแล้ว แล้วก็ไปฉลองคืนดีด้วยขนมปังปิ้งกับนมร้อนคนละแก้ว


นึกถึงความเครียดความกดดันถึงเรื่องการเรียนต่อ เมื่อใจเราไม่พร้อมที่จะอยู่หรือไปต่อในสภาพแวดล้อมแบบเดิมๆ จึงต้องการเปลี่ยน อยากไปที่ไกลๆ จะที่ไหนก็ได้อย่างซูว่า ขอแค่ไปแล้วไม่ต้องกลับมายังจุดเดิมได้อีกก็พอ แต่สิ่งๆ นั้นพอมันสวนทางกับผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนที่ใกล้ชิดกับเรามากที่สุดอย่างคนในครอบครัวแล้วเนี่ย บอกได้เลยครับ หัวจะระเบิด บทจะอยากพิสูจน์ก็อยากทำให้เขาเห็นนะ แต่บางเสี้ยวของใจก็ยังคอยรั้งๆ และกระซิบข้างหูตลอดว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่คนที่เขาเข้าใจความเป็นเราเลือกให้เนี่ย มันคือทางที่เพลย์เซฟและรับประกันวันข้างหน้าได้แน่นอน
ผมยังจำประโยคๆ หนึ่งในเรื่องได้ขึ้น มันเป็นประโยคที่ว่า “ถ้าทำแบบที่ถนัดอยู่แล้วเนี่ย ยังไงก็ประสบความสำเร็จได้แน่ๆ โดยที่ไม่ต้องพยายามด้วยซ้ำ
นึกถึงความเครียดความกดดันถึงเรื่องการเรียนต่อ เมื่อใจเราไม่พร้อมที่จะอยู่หรือไปต่อในสภาพแวดล้อมแบบเดิมๆ จึงต้องการเปลี่ยน อยากไปที่ไกลๆ จะที่ไหนก็ได้อย่างซูว่า ขอแค่ไปแล้วไม่ต้องกลับมายังจุดเดิมได้อีกก็พอ แต่สิ่งๆ นั้นพอมันสวนทางกับผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนที่ใกล้ชิดกับเรามากที่สุดอย่างคนในครอบครัวแล้วเนี่ย บอกได้เลยครับ หัวจะระเบิด บทจะอยากพิสูจน์ก็อยากทำให้เขาเห็นนะ แต่บางเสี้ยวของใจก็ยังคอยรั้งๆ และกระซิบข้างหูตลอดว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่คนที่เขาเข้าใจความเป็นเราเลือกให้เนี่ย มันคือทางที่เพลย์เซฟและรับประกันวันข้างหน้าได้แน่นอนดี ซึ่งสุดท้ายเราก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคต where will be belong จะเป็นที่ไหน ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ณ วินาทีนั้นล้วนๆ


Where We Belong ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นไทม์แมชชีน แต่ยังสอนให้รู้จักปล่อยวางได้อย่างกินใจไม่ยัดเยียดอย่างยิ่ง
“ไม่มีที่ไหนเป็นของเรา เราไม่ใช่แม้แต่เจ้าของลมหายใจที่ผ่านเข้าออกด้วยซ้ำ”
ใช่ เราเกิดมาตัวเปล่า สิ่งที่แวดล้อมตัวเรา ถ้าลองสำรวจดีๆ มันเป็นของเรา เป็นเอกสิทธิ์ของเราจริงๆ เหรอ หรือมัน “เป็นที่ของเรา” เพราะสถานการณ์และการตัดสินใจแค่นั้น ซึ่งในเรื่องปัญหา “การเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ” ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะสองตัวละครเอกอย่างซูกับเบลเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงหลายๆ ตัวละคร ที่บางครั้งอัตตาก็ไม่ยอมให้เราปล่อย หนำซ้ำกลับสั่งให้ทั้งรัดทั้งกำสิ่งๆ นั้นเอาไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม จนต้องหาสิ่งกระตุ้นบางอย่างมาช่วยคลายเราถึงจะยอมเข้าใจธรรมชาติและยอมให้เป็นไปตามที่ควรเป็น ซึ่งตรงนี้ ระหว่างดูเป็นส่วนที่ผมลุ้นเหลือเกินว่าหนังจะอินดี้เกินจนออกทะเลหรือเปล่า แต่ไม่เลยครับ ตรงที่แทบจะออกทะเลอยู่แล้วนั้น กลับเป็นซีนที่สวยงามและทรงพลังมากที่สุดฉากหนึ่งของเรื่องไปเลยด้วยซ้ำ


โดยสรุปแล้ว Where We Belong เป็นหนังที่ทั้งพาให้เราย้อนไปดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อและสอนให้รู้จักการปล่อยวางได้อย่างดียิ่ง และสารของเรื่องนี้เป็นเครื่องยกระดับจิตใจยกระดับความเข้าใจในชีวิตไม่มากก็น้อยได้เป็นอย่างดี
สำหรับผม แม้จะขออนุญาตไม่ให้คะแนน แต่ก็กล้าพูดได้อย่างชัดถ้อยชัดคำว่า Where We Belong เป็นหนังราบเรียบที่เอาคนดูอยู่หมัดกับสองชั่วโมงกว่าๆ ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว สามารถดูได้เกินหนึ่งรอบ โดยที่รอบต่อๆ ไปสารที่ได้จะยิ่งเพิ่มหรืออาจไม่เหมือนเดิม และจะไม่ใช่เพียงแค่หนังดีประจำปี 2019 แต่จะเป็นหนังไทยน้ำดีเลิศไปอีกนานได้อย่างเต็มภาคภูมิ อีกทั้งยังถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากๆ กับการให้เมมเบอร์ BNK48 ได้แสดงหนังที่ต้องทำความเข้าใจหนักๆ มากขนาดนี้ เพราะต่อให้ใครคนได้คนหนึ่งจะจบการศึกษาจากวงไป แต่สำหรับวงการบันเทิงแล้ว จะได้ดารายอดฝีมือมาประดับวงการเพิ่มอีกหลายคน

รักครับ
///ขออนุญาตไปฟัง LET U GO ก่อนล่ะ